Currently browsing category

ทุนความรู้

ผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุนในหุ้น

ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกเป็นขาขึ้นมายาวนาน ทำให้ผลตอบแทนระยะยาวในอดีตที่นำมาใช้อ้างอิงการลงทุนในหุ้นจะค่อนข้างสูง แผนการเงินที่เตรียมไว้โดยใช้ผลตอบแทนคาดหวังนั้นจึงดูว่าบรรลุเป้าหมายได้ไม่ยากนัก (มักกำหนดผลตอบแทนในหุ้นไว้ 10%-12% ต่อปีโดยเฉลี่ย) ในปัจจุบัน ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนมากขึ้น ไม่แน่นอนมากขึ้น แผนการลงทุนของเราจึงควรลดอัตราผลตอบแทนคาดหวังจากหุ้นลงบ้าง และขยายระยะเวลาการลงทุน กับเพิ่มจำนวนเงินลงทุนแต่ละครั้งให้มากขึ้น เพื่อให้แผนการเงินยังคงสามารถบรรลุเป้าหมายเดิมได้ในทางปฏิบัติ แต่จะลดเหลือสักเท่าไหร่นั้น ให้ไตร่ตรองและคาดเดากันเอาเอง อย่างของพี่ พี่ให้ผลตอบแทนคาดหวังในหุ้นเมื่อมองจากตรงนี้ไปข้างหน้าสัก 3-4 ปี เป็น 7%-8% ต่อปีโดยเฉลี่ย (บางปีอาจติดลบ บางปีอาจบวกมากกว่านั้น) จะถูก จะผิด ไม่ทราบ ไม่ได้ใช้ทฤษฎี แต่เป็นการคาดเดาจากประสบการณ์ ไม่ได้โลภมาก ไม่ได้มักน้อย และไม่ได้ใช้ดวงดาวมาทำนาย ไม่จำเป็นต้องยึดถือเป็นแบบอย่าง ที่เอามาลงในนี้ก็เพื่อให้เข้าใจว่า เมื่อปัจจัยสำคัญเปลี่ยน เราก็ต้องปรับปรุงแผนการเงินด้วย ไม่ใช่แช่แข็งไปตลาดกาล ขอบพระคุณข้อมูลจากพี่ตู่ วรวรรณ ธาราภูมิ

การมองไปข้างหน้า สำคัญมากสำหรับการลงทุนในหุ้น

การมองไปข้างหน้า สำคัญมากสำหรับการลงทุนในหุ้น —————————————————————- ปัจจุบันมีเครื่องมือประมวลผลต่างๆ ที่ช่วยให้วิเคราะห์หุ้นได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น มีตัวช่วยในการวิเคราะห์ราคาซื้อขายที่เหมาะสม โดยอ้างอิงข้อมูลจากงบการเงิน ราคาในอดีต รวมถึงการวิเคราะห์และคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ต่างๆ ทำให้ตัดสินใจซื้อขายง่ายขึ้น เร็วขึ้น แต่สิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการคัดเลือกหุ้น หรือกองทุน นั่นคือการมองไปข้างหน้า มองอนาคตของกิจการว่าจะเดินไปทางใด เป็นสิ่งที่เครื่องมือและเทคโนโลยียังไม่สามารถทำได้ มันเป็นเรื่องดีที่มีการใช้ข้อมูลในอดีต งบการเงิน และสถิติต่างๆ เป็นตัวช่วยอ้างอิงความสำเร็จในอดีตที่ยังมีอิทธิพลต่ออนาคตของหุ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าอดีตจะเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต … กิจการที่แข้มแข็งในอดีต ไม่ได้แปลว่าจะดีไปได้ตลอดในอนาคต ในยุคที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างปัจจุบัน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมองให้ออกว่าปัจจุบันและอนาคตข้างหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น อะไรคือการเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน อะไรคือความฉาบฉวย จากนั้นค่อยแสวงหาธุรกิจที่ได้ประโยชน์หรือรู้จักใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น แล้วเข้าไปลงทุนเพื่อหวังการเติบโตในอนาคต ว่าไปแล้ว คำว่ายั่งยืน มันไม่มีจริง เราจึงต้องตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เราจึงต้องหากิจการที่จะอยู่รอดและมีผลกำไรที่ดีในอนาคต รู้จักปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก ตามทันเทคโนโลยี และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคเป็นสำคัญ แต่น่าเพลียใจเหลือเกิน ที่คนมักจะลงทุนในหุ้นโดยไม่ได้ดูสิ่งเหล่านี้ . เสกสรร โตวิวัฒน์ บลจ.บัวหลวง จำกัด 19 กรกฎคม 2561

ซื้อกองทุนตอนไหนดี ก่อนหรือหลัง IPO

ควรจะซื้อกองทุนที่ IPO 10 บาท หรือรอซื้อในวันที่ราคาต่ำกว่า IPO ——————————————————————————— การซื้อกองทุนช่วง IPO ที่ราคา 10 บาทต่อหน่วยคือการเริ่มต้นลงทุนกับกองทุนนั้นๆ ตั้งแต่วันแรก และเมื่อมีการคำนวณราคา NAV แต่ละวัน ราคา NAV ก็จะเคลื่อนไหว “ขึ้น/ลง/เสมอตัว” ตามราคาปิดตอนเย็นในตลาดฯ ของหุ้นที่กองทุนลงทุน ถ้าคาดหวังว่าจะซื้อที่ราคา 10 บาท แล้วราคาจะต้องไม่ลดลงเลย เท่ากับคิดเพ้อฝันไปว่าวันที่เริ่มต้นลงทุนคือวันที่ราคาหุ้นในพอร์ตต่ำที่สุด และจากนี้ไปมีแต่ราคาจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ … เท่ากับไปทำนายล่วงหน้าว่าหลังจากวันจดทะเบียนกองทุนแล้ว ราคาหุ้นในพอร์ตจะมีแต่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่มีวันลดต่ำลงกว่าวันจดทะเบียน แต่ในโลกของการลงทุนไม่มีใครรู้ว่าวันที่ราคาต่ำสุดนั้นคือวันไหน และที่สำคัญก็คือ ราคาหุ้นมันมีขึ้นๆ ลงๆ ได้เสมอ แต่ถ้าลงทุนยาวๆ ในกองทุนหุ้นที่ “ใช่” และมีความอดทนต่อ NAV ที่ผันผวนตามราคาหุ้นรายวันได้ เราก็มีโอกาสสูงที่จะได้รับผลตอบแทนเป้นกองเป็นกำในอนาคตระยะยาว . แล้วจะเลือกแบบไหนดี ————————— การจะซื้อที่ IPO หรือหลัง …

พลังเงินทำให้โลภ

ความโลภ ไม่เข้าใครออกใคร อย่าว่าแต่รายย่อยหรือเสี่ยใหญ่เลย ผู้ลงทุนสถาบันก็โลภได้ ใน Developed Market ผู้ลงทุนสถาบัน เป็นพลังใหญ่ที่สุดของ Supply และ Demand ในตลาดทุน เพราะมีสัดส่วนการซื้อขายมากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์หลักๆ ผู้ลงทุนสถาบันจึงมีอิทธิพลสูงต่อราคาหลักทรัพย์ เพราะมีจำนวนเงินหน้าตักมหาศาลให้ซื้อขายจนอาจกลายเป็นการทำราคาในตลาดฯ หรือใช้ข้อมูลวงในไปดักซื้อดักขายก่อนกองทุนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนหรือ Nominee ได้ง่ายๆ (ตลาดหุ้นนิวยอร์ค NYSE มีสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบันซื้อขายกว่า 50% ของการซื้อขายในตลาดฯ ส่วนของ SET บ้านเรามีประมาณ 10%) ดูแค่พลังเงินของผู้ลงทุนสถาบันเฉพาะที่เป็นกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ณ สิ้นปี 2560 รวมกันก็ปาเข้าไป 6.84 ล้านล้านบาทแล้ว เท่ากับประมาณ 45% ของ GDP ประเทศ หรือ 39% ของ Market Cap ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ 52% …

ทำไมต้องสนใจเงินเฟ้อ

การวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณเป็นเรื่องระยะยาว ดังนั้น จึงต้องคิดเผื่อเรื่องเงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อจะทำให้ค่าของเงินลดลง ยิ่งยาวนานยิ่งลดลงมาก ยิ่งเงินเฟ้อมากค่าของเงินก็จะลดลงรวดเร็ว ค่าของเงินที่ลดลงทำให้เราต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อสินค้าหรือบริการเดิมๆ เช่น เคยซื้อเสื้อ 1 ตัว ราคา 100 บาท แต่ถ้าเงินเฟ้อ 3% ปีหน้าจะต้องใช้เงิน 103 บาท เพื่อซื้อเสื้อตัวเดิม เงินแค่ 3 บาท ทำไมต้องกังวลขนาดนั้น ก็ลองคิดดูสิว่าถ้าของสิ่งนั้นไม่ใช่เสื้อ แต่เป็นอาหารที่ต้องกินทุกวัน วันละ 3 มื้อ เงินที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นต่อปีจะเป็นเงินเท่าไร เมื่อเงินเฟ้อทำให้ข้าวของแพงขึ้นทุกปี เราจะต้องใช้เงินในอนาคต 20-30 ปีข้างหน้า วันละเท่าไร สมมุติว่าวันนี้เราอายุ 30 ปี กินอยู่วันละ 500 บาท ถ้าอัตราเงินเฟ้อเป็น 3% ต่อปี วันที่เราอายุ 60 ปี แล้วเราเกษียณ เราต้องมีเงินไว้ใช้วันละ 1,213 …

วิธีเช็คสุขภาพทางการเงิน

ข้อมูลจากพี่ตู่ วรวรรณ ธาราภูมิครับ หมอนัท … ธนัฐ ศิริวรางกูร .. .ให้เริ่มที่พิจารณาว่าตอนนี้มีเงินอยู่เท่าไร เงินที่มีอยู่จะใช้ได้กี่ปี และจะทำให้เงินเพิ่มขึ้นได้อย่างไร หลังจากนั้นมาดูว่า สวัสดิการด้านสุขภาพมีอะไรบ้าง ใครที่เคยรับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ยังสามารถใช้สิทธิได้ต่อไปหลังเกษียณจะช่วยลดภาระการเงินได้ แต่คนที่ทำงานภาคเอกชน อาจจะมีสวัสดิการบัตรทอง หรือต้องเก็บเงินก้อนหนึ่งไว้สำหรับเป็นค่ารักษาพยาบาลเพิ่ม เมื่อทราบแล้วว่าสุขภาพทางการเงินของตัวเองเป็นอย่างไร จึงมาวางแผนการใช้เงินตามเป้าหมาย เช่น เงินที่มีแผนจะใช้ในอีก 1 ปีข้างหน้า ก็ลงทุนสั้นๆ และปลอดภัย ซึ่งจะให้ผลตอบแทนประมาณ 2-4% ต่อปี แผนใช้เงินในอีก 2-3 ปีข้างหน้า นำไปลงทุนในพอร์ตความเสี่ยงปานกลาง ซึ่งจะให้ผลตอบแทนประมาณ 6-8% ต่อปี แผนการใช้เงินในอีก 5-7 ปีข้างหน้า สามารถลงทุนในความเสี่ยงสูงได้ โดยเฉลี่ยจะได้ผลตอบแทนประมาณ 9-10% เตรียมนำเงินก้อนนี้ไปหาผลตอบแทนให้งอกเงย และให้เหมาะสมกับความเสี่ยง (ธนัฐ ศิริวรางกูร .. หมอนัท บรรยายในงาน “วางแผนการลงทุน …

ถ้าแพลนแล้วนิ่ง เงินออมไม่วิ่งนะคร้าบ

ข้อมูลจากพี่ตู่ วรวรรณ ธาราภูมิครับ วศิน วัฒนวรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง บอกว่า ในมุมของผลตอบแทนไม่สามารถตอบได้ว่าลงทุนกองทุนรวมหรือซื้อหุ้นรายตัว แบบไหนให้ผลตอบแทนดีกว่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แต่ในมุมของความเสี่ยงตอบได้ทันทีว่าลงทุนในกองทุนรวมมีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก การลงทุนก็เหมือนการเดินทาง ระหว่างทางต้องไม่ให้เกิดอุบัติเหตุและไปให้ถึงเป้าหมาย มือใหม่ จึงควรเริ่มต้นการลงทุนกับกองทุนรวมเพราะสามารถควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในวงจำกัดได้ คำถามต่อมา จะเลือกกองทุนไหนดี แนะนำให้ดูนโยบายการลงทุนว่าตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินที่วางไว้ไหม ซึ่งกองทุนรวมมีหลากหลาย แต่กองทุนรวมที่ต้องการสร้างเงินกองทุนไว้ใช้ในระยะยาวควรจะเป็นกองทุนแบบผสม ผู้ลงทุนสามารถผสมเอง หรือให้ ผู้จัดการกองทุนผสมให้ เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ กลุ่มตราสารหนี้ และลงทุนในสินทรัพย์ที่คาดหวังในแง่ของผลตอบแทนที่สูงสุดตามอัตราการเติบโตของธุรกิจ คือหุ้น จุดที่ต้องระวังของการลงทุนเพื่อการเกษียณและคนวัยใกล้เกษียณคือความเชื่อ หรือ Mindset ของคำว่าเกษียณ ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าคือการหยุด ซึ่งไม่อยากให้คิดแบบนั้น อยากให้มองว่าการเกษียณคือคนที่เป็นอิสระจากภาระงานประจำ ควรจะมีอนาคตที่มีความหวัง เตรียมตัววางแผนการใช้ชีวิต การใช้ชีวิตแบบเด็กจะทำให้เกิดการขวนขวาย หากอยากลงทุน ให้ลงมือทำ แต่ถ้าไม่ได้วางแผนการเงินที่ดีพอจะไม่มีเงินลงทุน และมีเงินไม่พอใช้ (วศิน วัฒนวรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง บรรยายในงาน “วางแผนการลงทุน เพื่อชีวิตดี๊ดีวัยเกษียณสุข” จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย …

ลงทุนวัยเก๋า

ข้อมูลจากพี่ตู่ วรวรรณ ธาราภูมิครับ วศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย แนะนำ วัยเก๋า ให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว เพราะตามสถิติการลงทุนในหุ้น 100% ปีที่ราคาลงแรงๆ ไปถึง 25% ซึ่งจะต้องถือหุ้นนั้นต่อไปอีก 5 ปี ราคาจะกลับมาที่เดิม กรณีเติมตราสารหนี้เข้าไป 50% และมีหุ้นอยู่ 50% ในปีที่หุ้นลงแรงจะลดลงเพียง 6% และใช้เวลาแค่ 2 ปี ในการตีกลับมายืนอยู่จุดเดิม ถ้าลงทุนในหุ้น 30% ที่เหลือเป็นตราสารการเงินอื่นๆ ปีที่หุ้นลงแรงๆ จะลงไม่มาก และใช้เวลาในการตีกลับมายืนอยู่จุดเดิมแค่ปีกว่าๆ เท่านั้น จากสถิติได้คำตอบว่า ควรจะเป็นการลงทุนแบบผสมตราสารหนี้และตราสารทุนหรือหุ้น เพราะจะทำให้ได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ กองทุนผสม มี 2 แบบ คือ กองทุนบาลานซ์ จะมีการจัดสัดส่วนการลงทุน แล้วรักษาสัดส่วนนั้นไว้ ผลตอบแทนอาจจะมีการเหวี่ยงไปมา แต่ไม่เหวี่ยงมากเท่ากับกองทุนหุ้นอย่างเดียว กองทุนรวมทาร์เก็ตรีเทิร์น …

ลงทุนเพื่อผลตอบแทนสม่ำเสมอ

ข้อมูลจากพี่ตู่ วรวรรณ ธาราภูมิครับ สมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะนำว่า ก่อนเลือกสไตล์ลงทุนต้องรู้ก่อนว่าในแต่ละเดือนใช้เงินเท่าไร และจะต้องมีเท่าไรจึงจะพอ หลังจากนั้นจึงมาจัดพอร์ตลงทุน และเลือกกองทุน กองทุนหนึ่งที่น่าสนใจ คือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่มีทั้งแบบที่มีสิทธิในทรัพย์สินหรือเป็นเจ้าของในทรัพย์สินที่ลงทุน (Freehold) และนำรายได้จากการให้เช่ามาจ่ายเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุน ปัจจุบันให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี แบบที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุน (Leasehold) จะลงทุนโดยการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันยังให้ผลตอบแทน 6-7% สินทรัพย์กลุ่มนี้ถ้าเทียบกับการไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่สิงคโปร์ หรือฮ่องกง หรือไต้หวัน จะได้ผลตอบแทน 2-3% นอกจากนี้ ยังมีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF ปัจจุบันให้ผลตอบแทนประมาณ 6-7% กองทุน 2 แบบนี้ สามารถสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการมีรายได้ที่แน่นอน และยังเหมาะกับคนวัย 70 กลางๆ ไปถึง 70 ปลายๆ …