“บนเส้นทางเม่า”

“บนเส้นทางเม่า”

ก่อนอื่นขอนำเรียนก่อนนะครับ ว่านี่เป็นเพียงขอเขียนบอกเล่าประสบการณ์ ไม่ได้มีน้ำหนักทางวิชาการหรือแนะนำใดๆ หากอ่านแล้วมีความขุ่นข้องประการใดก็กราบขออภัยล่วงหน้าครับ

พอดีได้เข้าร่วมกลุ่มนี้มาสักพักแล้ว รู้สึกเป็นคนโชคดีที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมสังคมที่มีน้ำใจให้แก่กัน เพราะก่อนหน้านี้อาจมีบางกลุ่ม บางเว็บที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันแบบนี้ แต่ก็มีสมาชิกบางท่านได้ให้ความเห็นเชิงเหน็บ เช่น มีการตั้งกระทู้ว่า “อยากลงกองทุนต้องเริ่มอย่างไร” ก็จะมีบางท่านเข้าไปตอบว่า “ทำไมไม่รู้จักหาข้อมูลในเว็บ” หรือ “ทำไมต้องตั้งกระทู้ซ้ำๆ ทั้งๆที่มีคนตั้งไปหลายคนแล้ว ลองคลิกค้นหาไม่เป็นหรือไง”
…หากเราเป็นผู้ตั้งกระทู้ เราจะรู้สึกอย่างไร ในเมื่อ เฮ้ย ก็เราเพิ่งเข้ามาในเว็บนี้ครั้งแรกนี่หว่า ใช้งานยังไม่คล่องนี่หว่า แล้วไอ้คนตอบนี่ เก่งตั้งแต่แรกเลยใช่ไหมหว่า ไม่เคยไปถามอะไรใครใช่ไหมหว่า 555 เรื่องแบบนี้เอาใจเขามาใส่ใจเรานะครับ

นอกเรื่องมาเยอะเลย แค่อยากจะเล่าว่า ผมเริ่มเดินทางเข้าสู่เส้นทางเม่านี้ โดยเริ่มต้นเปิดพอร์ตหุ้นก่อน มานั่งนึกตอนหลังว่าเรานี่ลัดขั้นไปเยอะเลย เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครเปิดกลุ่มพูดคุยหาข้อมูลแบบนี้ เงินลงทุนในตอนนั้นประมาณ 17,000 บาท แถมเป็นเงินที่ไปหยิบยืมมาด้วย

…นี่คือหายนะของการลงทุน เพราะกฎข้อที่สองของการลงทุนคือ “ห้ามกู้เงินมาลงทุน”

จากนั้นก็นึกยังไงไม่รู้เลยลองเข้าซื้อกองทุนรวม จำได้ว่าก่อนซื้อหาข้อมูลเยอะมาก เขามีเปิดบูธที่ห้างฯ ก็เข้าไปนั่งถามพี่คนหนึ่ง ท่านก็ใจดีมาก ผมถามเรื่องของโอกาสขาดทุน โอกาสเหมือนปี 40 ถามเรื่องเงินเฟ้อ นั่งประมาณเกือบชั่วโมง ท่านก็ให้นามบัตรมาก็ตกใจเล็กน้อย ท่านทำงานอยู่แบงก์ชาติ (รายละเอียดการคุยตอนนั้นขอข้ามๆไปนะครับ)

ผมเดินไปที่บูธธนาคารหนึ่ง เจ้าหน้าที่แนะนำว่า พี่ซื้อกอง k-money เลย พอถึงราคาที่เราต้องการ เราก็เทขายเลย ผมก็ไปศึกษาต่อเองในเว็บจึงทราบว่า กองที่เขาแนะนำคือกองทุนตลาดเงิน

และแล้ว วันที่ก้าวเข้าสู่การฝึกวรยุทธกองทุน คือวันที่ 22 มี.ค. 2556 ผมเอาเงินเก็บไปซื้อ k-2520 ด้วยเงิน 8,888 บาท (อยากจะบอกว่าผมเองมีเงินเก็บไม่มาก เพราะเป็นเพียงครูบ้านนอก เงินเดือนแค่หมื่นสี่พันในตอนนั้น) มานั่งดูผลประโยชน์ โห ว้าว มันขึ้นๆๆๆๆ เห็นแบบนี้แล้วก็หาญกล้าเอาเงินอีกส่วนไปเปิด bsiricg จำนวน 2,000 บาท ในวันที่ nav อยู่ที่….13.0864

ตอนแรกๆมันรู้สึกดีนะครับ อันนั้นก็เขียว อันนี้ก็เขียว เปิดทุกวัน บันทึกราคาทุกวัน มันเป็นความสุขที่คุณสัมผัสได้ แต่พอตลาดเริ่มกลับทาง มันเริ่มแดงๆ เราก็คิดว่า ถัวไปสิ เดี๋ยวเวลาขึ้นจะได้เยอะๆ จนถึงวันนี้ ผมยังถัวลงมาไม่ถึงราคา nav ปัจจุบันเลย โชคดีที่ได้ปันผลมา หักลบกลบหนี้แล้วกองนี้ก็ได้ +15.93% (แต่ตัวเลข nav ยังแดงอยู่)

จากนั้น ก็มีกองตราสารหนี้คุ้มครองเงินต้นเข้ามา แล้วไปสับเปลี่ยนจาก k-2520 ไป k-value โดยขาดทุนสามร้อยกว่าบาท ซึ่งตอนนั้นผมไม่รู้ว่า… เวลามันได้กำไร เราก็ต้องขายออกมาสิ ถ้าไม่คิด dca

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมเริ่มจับทางได้ เริ่มแบ่งหน้าที่กองทุนต่างๆ ดังนี้
- กองตลาดเงิน + กองตราสารหนี้ ใช้เก็บเงินที่เอาไว้จ่ายเบี้ยประกัน จ่ายภาษี และเงินสำรอง เน้นเอาธนาคารที่ทำธุรกรรมได้ง่าย
- กองตราสารทุน เอาไว้เป็นทัพหน้า แดงบ้าง เขียวบ้าง แต่ส่วนตัวชอบปันผล และให้หักภาษี 10% ไปเลย
- กอง rmf เอาไว้ลดภาษีและทดลองทฤษฎีที่มีหลายๆท่านเขียนไว้ในเรื่องของการสับเปลี่ยนกองไปมา ได้ผลจริงๆนะ
- กองอสังหา อันนี้เพิ่งลงครับ เลือกกองที่ซื้อเริ่มที่ 1 บาท เพราะจะลองซื้อทุกวันพุธ อาทิตย์ละ 125 บาท

…แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่า กว่าจะมีวันนี้ เหตุการณ์มันคล้ายๆแบบนี้ก่อนที่หุ้นจะปรับตัวลงแรงๆ ยาวๆ
1. ตอนนั้นที่ผมเริ่มตราสารทุน หนังสือเกี่ยวกับหุ้นและกองทุนเยอะมาก ขายดีจนเป็นหนังสือแนะนำ10อันดับแรก (ผมก็ซื้อนะ ของเฮียต้า และเฮียหนอม ก็มีนะ อยากได้ลายเซ็นต์ด้วยนะครับ ขอๆๆๆ)
2. ไปทางไหนก็มีคนถามเรื่องการลงทุนกัน และจะมีผู้เพิ่มขึ้น
3. ใครไม่คุยเรื่องหุ้น เรื่องกองทุน จัดว่าเชย
4. set new high จนคนฮือฮา คนเริ่มสนใจเล่นหุ้นกับกองทุน จึงทำให้ข้อ 1 ขายดี

หลังจากนั้นก็เริ่มรู้จักคำว่า “ปรับฐาน” “พักฐาน” ลงมาเรื่อยๆๆๆๆๆ คนที่พูดคุยกันเริ่มหายไป พี่คนหนึ่งยังถามผมว่า เข้าขายบ้านปูไปหมดแล้ว ขาดทุนเลยเลิกสนใจเรื่องนี้ น่าเสียดายที่พี่เขาไม่ DCA, ไม่อดทนมากพอ และ ไม่เรียนรู้จากข้อผิดพลาด

สถานการณ์ตอนนั้นมันบาดลึกในหัวใจ ตัวเลขที่ขาดทุนหลักหมื่นของคนที่มีเงินเก็บหลักหมื่นมันหวิวๆนะครับ มันทำให้ผมรู้ว่า … กฎข้อที่ 3 คือ เงินที่เอามาลงทุนควรเป็นเงินเย็นที่อาจจะเป็น 0 ได้ เพราะการลงทุนไม่ใช้การฝากเงิน
.
.
………………………………….
ลืมเล่าพื้นหลังครับ

ผมเป็นเพียงข้าราชการครูคนหนึ่ง บรรจุโรงเรียนบ้านนอกที่เริ่มต้นเงินเดือน 7,800 บาท ทำงานมา 12 ปี เงินเดือนเพิ่งแตะ 29,000 ไม่มีโบนัสเป็นเงิน แต่มีโบนัสเป็นรอยยิ้มของเด็กๆที่กลับมาบอกว่า “ครูครับ ผมสอบติดหมอแล้วครับ”  “ครูครับ ผมได้เป็นครูแล้วครับ”

ผมจัดสรรเงินเดือนที่เข้าบัญชีเป็นรายจ่ายประจำ ถ้าเดือนไหนจ่ายไม่ถึงก็จะกลายเป็นเงินเก็บ ส่วนเงินที่ใช้จ่ายรายวันคือวันละ 75 บาท ขี่มอไซต์ไปโรงเรียน เงินบางส่วนซื้อหนังสือกับทำเอกสารให้เด็กๆบ้าง

ผมเห็นหลายท่านทั้งในกลุ่ม และในเว็บอื่นๆพูดคุยว่า ซื้อกองเดือนละเท่านั้นเท่านี้ดีไหม ผมอยากบอกว่า ดีครับ วางแผนแล้วลงไปตามแผน ดีกว่าไม่ทำเลย เพราะการไม่ลงทุนทำอะไรเลยก็คือความเสี่ยง มีมาก มีน้อย ก็วางแผนกันไป

ครูมักถูกมองว่าจน ผมเลยอยากบอกว่า ไม่จริงหรอก แค่เรามีน้อยเท่านั้นเอง แต่มันมีความสุขนะครับที่ถึงแม้จะมีน้อยแต่เราก็ซื้ออุปกรณ์บางอย่างไปสอนเด็ก ถ่ายเอกสารไปสอนเด็ก เพราะนั่นคือการลงทุน ได้ปันผลเป็นบุคลากรที่ออกไปพัฒนาสังคม

ผมเสียดายที่ได้เรียนรู้เรื่องการเงินช้าไป ถ้าก่อนหน้านี้มีคนสอนผมตั้งแต่เริ่มเรียนน่าจะส่งผลได้ดีกว่านี้ (นึกถึงตอนหุ้น ปตท. ราคาไม่ถึง 100 สิครับ) ผมเลยเขียนข้อเขียนเล่นๆโดยเน้นกลุ่มครูเป็นหลัก เล่าตั้งแต่การวางแผน การจดบันทึกรายรับรายจ่าย การลดภาษี การลงทุน การซื้อหวย ฯลฯ จำได้ว่าใช้เวลา 11 วันในการเขียนครับ ทีนี้ทิ้งไว้นานจนปีที่แล้วลองส่งไปประกวด ARC Award – อ๊าคอะวอร์ด – (เครืออมรินทร์) ตอนส่งก็ไม่ได้คิดอะไรครับ

ผลการประกวดผ่านรอบแรกจากหลายร้อยชิ้นติดหนึ่งในนั้น แต่ก็ร่วมรอบสุดท้าย ไม่เสียใจครับ ถือว่าได้ทำแล้ว

…………………………………….

เขียนมาเยอะ เขียนมายาว

สรุปแล้วคือ อยากให้ทุกท่านที่เริ่มลงทุนอย่าถอดใจ หมั่นหาข้อมูลข่าวสาร ทบทวนแผนตัวเอง อย่าถอดใจ ถ้าวันไหนหุ้นขึ้นให้คิดว่าเราได้กำไร วันไหนหุ้นลงถือว่าเราซื้อของถูก ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆครับ

…คนที่เขานั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ เก็บผลกินได้สบายอุรา เขาไม่ได้เพิ่งปลูกเมื่อวาน

ป.ล. กฎข้อที่ 1 ไม่ขายไม่ขาดทุน การลงทุนจะทำให้คุณแกร่งขึ้น ขนาดแฟนเลิกคุณจะไม่เสียใจ เพราะถ้าคุณขาดทุนในหุ้นจนชิน คุณจะเข้าในว่า ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง

สวัสดีครับ

Comments

comments